Tuesday, December 15, 2009

คุณทราบไหมว่า ธุรกิจ MLM 10 อันดับของโลกมีอะไรบ้าง

หนังสือ MLM Insider ซึ่งเป็นนิตยสารด้านธุรกิจเครือข่ายของอเมริกา ที่ได้ทำการสำรวจความนิยมของนักเครือข่ายทั่วโลกหลายหมื่นบริษัท ในปี 2006-2007 แล้วสรุปบริษัท 10 อันดับแรกได้ดังนี้
อันดับที่1 USANA
อันดับที่2 AGEL
อันดับที่3 4Life Research
อันดับที่4 Isagenix
อันดับที่5 Xango
อันดับที่6 Eniva
อันดับที่7 Univera Life Science
อันดับที่8 Monavie
อันดับที่9 Herbalife
อันดับที่10 Tahitian Noni

http://www.agelsinn.co.cc
ประวัติศาสตร์ปรากฏชัด ทุก 10 ปีจะมี MLM ยักษ์ใหญ่เกิดขึ้น
ปี 195X AMWAY ผลิตภัณฑ์ภายในบ้าน
ปี 196X MARY KAY ผลิตภัณฑ์ Cosmetic
ปี 197X HERBALIFE ผลิตภัณฑ์ด้านลดน้ำหนัก
ปี 198X NUSKIN ผลิตภัณฑ์ด้านสกินแคร์
ปี 199X Morinda ผลิตภัณฑ์น้ำโนนิ
ปี 200X คุณคิดว่าใครจะเป็นยักษ์ใหญ่รายถัดไป ?

Friday, December 11, 2009

MLM

ความมั่นคงของงาน MLM ละ?

ความมั่นคงของ MLM ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก แต่ขึ้นอยู่กับ
•การวางแผนของคุณ
- การตั้งเป้าหมาย
- การขจัดปัญหาและอุปสรรค์
•ไม่มีใครมาไล่คุณออกได้ ยกเว้นคุณทำผิดกฎหมายหรือกฎของบริษัทที่คุณเป็นตัวแทน
- ถ้าท่านทำงานประจำ แล้วบริษัทต้องการลดตำแหน่งลง แน่นอนท่านจะไม่มีงานทำ
•เป็นมรดกให้แก่ลูกหลานหรือภรรยาได้หากท่านถึงแก่กรรม
- ถ้าท่านทำงานประจำ แล้วถึงแก่ชีวิต แน่นอนว่าครอบครัวท่านจะลำบาก

รายได้ของการทำ MLM ละ?

รายได้ของ MLM เหมือนกับบริษัททั่วไปคือขึ้นอยู่กับ แผนงาน การบริหารองค์กร และการตลาด
• ขึ้นอยู่กับสินค้าที่คุณจัดจำหน่าย
• ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนที่บริษัทผู้ผลิตเป็นผู้กำหนดมาให้
• ขึ้นอยู่กับคุณเข้าใจในธุรกิจเครือข่ายมากขนาดไหน

ธุรกิจ MLM นี้จะอิ่มตัวไหม?

ตราบใดที่ประชากรโลกยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ MLM ไม่มีวันอิ่มตัวซ้ำยังจะเจริญมากยิ่งขึ้นอีก
• ยากที่จะอิ่มตัวในเรื่องตำแหน่ง
- เทียบกับงานประจำที่มีตำแหน่งว่างเพียง 1 - 2 ตำแหน่งแล้ว
- เทียบกับงานฟรีแลนซ์ที่ต้องแย่งประมูล
• ยากที่จะอิ่มตัวในเรื่องลูกค้า
- ยังมีคนอีกมากที่ยังไม่รู้จัก เพราะการเสนอสินค้าเป็นแบบปิด
- ยังมีประชากรเพิ่มขึ้นตลอด
• และแนวโน้มการเจริญเติบโตทางเศษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ที่มาข้อมูล: http://kogenta.exteen.com/

MLM ทำงานอย่างไร ?

การทำงานในระบบ MLM ก็คือ

การสร้างเครือข่ายและการวางแผนที่ดี เป็นการผสมการขายตรงและการสร้างเครือข่ายขึ้นมาต่อยอดซึ่งเราต้องหาผู้ร่วมอุดม การณ์มาต่อยอดและสานต่องานของเรา และเขาก็ต้องหาผู้ร่วมอุดมการณ์มาต่อยอด ต่อๆกันไป โดยที่คนเป็น Upline จะได้ค่าสอนงานหรือค่าลิกขสิทธ์เป็นรายได้ จากการที่ Downline ของเขาทำงานได้

การทำงานของ MLM ในอุดมคติ คือ การที่เราไม่ต้องวิ่งหา Downline หรือลูกค้า เพื่อสร้างเครือข่าย และไม่ต้องโทรศัพท์หรือเรียกร้องคนที่ไม่สนใจมาร่วมงานหรือซื้อสินค้า ซึ่งมันกำลังจะเป็นไปได้ในเร็ววันนี้!

ที่มา: http://kogenta.exteen.com/20090805/mlm-3


ทำไมคนส่วนมากถึงเกลียด MLM?

มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนไม่ชอบ MLM
•ประสบความล้มเหลวจากการลงทุนในธุรกิจเครือข่าย
- การโดนหลอกให้ไปลงทุนโดยที่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง
- การโดนสอนงานในวิธีผิดๆสืบต่อกันมา
•ต้องปฎิเสธสิ่งที่ไม่ต้องการนับร้อยนับพันครั้งจากการโดนตื้อ
- การโดนชวนไปร่วมธุรกิจ
- การโดนยัดเยียดสินค้า

ทำไมถึงเห็นคนทำ MLM แล้วล้มเหลวกันมากมาย?

เหตุที่ทำให้คนล้มเหลวไม่ใช่สินค้า บริษัท หรือระบบ MLM แต่มันคือ
• ระบบการสอนที่สอนกันมาที่ผิดๆ
• ขาดความรอบคอบในการลงทุน
- ลงเงินซื้อสินค้าเพื่ออัพเกรดตำแหน่ง โดยไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ?
- จัดการบริหารเงินไม่เป็น รู้แค่ว่าจ่าย แต่ไม่รู้ว่าจะเอาเงินคืนมาจากไหน?
• ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
- เข้าไปนั่งฟังเป้าหมายในชีวิตและความฝัน แต่ไม่รู้ว่าต้องทำงาน
- โดนกดดันให้ซื้อตำแหน่งจาก Upline
- รู้แค่คำว่า "คุณต้องทำได้" แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร?

ที่มา: http://kogenta.exteen.com/

MLM ให้อะไร

ประวัติและวิวัฒนาการของ MLM

การขายตรงนั้นสามารถย้อนกลับไปยาวนานพอๆกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ก่อนจะมีการใช้เงินมนุษย์เราแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันโดยตรง อย่างไรก็ดีการขายในลักษณะขายตรงที่เป็นแม่แบบของการขายตรงยุคปัจจุบันนี้ เริ่มมาประมาณปี 1740 โดยสองพี่น้อง Edward และ William Pattison ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้จากตะกั่ว ได้ทำการเร่ขายสินค้าไปตามบ้าน (ในลักษณะการขายตรง) โดยจะเดินทางในรถลากเล็กๆบรรทุกสินค้าไปขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งเรียกว่า Yankee Peddler

ในปี 1868 เกิดบริษัทขายตรงที่ขายสินค้าเครื่องเทศตามบ้านและสินค้าอาหาร ชื่อ Watkins Company

ปี 1855 บริษัท Southwestern Publishing Company ตั้งขึ้นเพื่อผลิตหนังสือและคัมภีร์ไบเบิล และในปี 1868 บริษัท ปรับปรุงบริษัทให้เป็นบริษัทขายตรง โดยให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเข้ามาเป็นตัวแทนขาย

ปี1886 บริษัท Avon เริ่มต้นบริษัทแบบขายตรง โดย David McConnel เขาได้เริ่มด้วยการขายคัมภีร์ไบเบิลและแถมตัวอย่างน้ำหอมไปตามบ้าน น้ำหอมที่แถมนั้นปรากฏว่าเป็นที่นิยมอย่างมาก จนเขาได้ก่อตั้งบริษัท California Perfume Company ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็นชื่อ Avon ในปี 1939 จนกลายเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ New York Stock Exchange และได้พัฒนาแผนการจ่ายผลตอบแทนให้เป็น MLM ให้ที่สุด

ระบบการขายตรงสมัยใหม่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเมื่อปี 1906 โดย Alfred Fuller ซึ่งอยู่ที่เมือง New Britain ในมลรัฐ Colorado ได้ก่อตั้งบริษัท Fuller Brush Company ซึ่งเริ่มทำการขายตรงแบบ Door-to-door ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มรูปแบบการขายตรงสมัยใหม่ ภายหลังบริษัทได้ปรับปรุงแผนการตลาดของตนให้เป็นแบบ MLM แต่ก็ไม่ประสบความสพเร็จมากนัก เพราะเหล่าสมาชิกต่างมีความเป็นนักขาย (Salespeople) มากกว่าเป็นนักขยายเครือข่าย (Recruiters)

อย่างไรก็ดีก่อนปี 1950 การขายตรงส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะ Party Plan คือการตลาดผลิตภัณฑ์โดยการจัดแสดงและเป็นเจ้าภาพในงานปาร์ตี้หรืองานทาง สังคมต่างๆ โดยใช้งานสังคมต่างๆนั้นเป็นจุดแสดงและสาธิตสินค้า โดยให้ผู้ที่เข้าร่วมงานได้เห็นการสาธิตสินค้าและการทดลองสินค้าจริง แล้วก็รับรายการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าโดยตรง เพื่อจัดส่งสินค้าให้ต่อไป

ในปี 1950 เป็นยุคที่การตลาดแบบขายตรงหลายชั้นหรือการตลาดแบบเครือข่ายถือกำเนิดอย่าง แท้จริง เป็นยุคที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการ MLM มากมายได้ถือกำเนิดขึ้น บริษัทเหล่านี้คือ Tupperware, Shaklee, Amway และ Mary Kay

ในปี 1945 Earl Tupper เป็นผู้บุกเบิกสินค้าที่ทำจากพลาสติกที่อ่อนตัว น้ำหนักเบา ไม่แตกหักง่าย และสามารถปิดผนึกได้อย่างมิดชิด เริ่มทำตลาดโดยการขายส่งปกติ แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก ในปี 1951 เขาได้เปลี่ยนมาใช้แผน Party Plan โดยการสาธิตสินค้าตามงานปาร์ตี้ และขายสินค้าแบบขายตรง และประสบความสำเร็จอย่างสูง

ในปี 1956 Dr. Forrest Shaklee ผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านสารอาหาร ทำงานร่วมกับ Casimur Funk ผู้ที่ค้นพบวิตามิน ได้ก่อตั้งบริษัท Shaklee ซึ่งเป็นผู้แนะนำวิตามินเข้าไปสู่อเมริกา และได้ก่อตั้งระบบขายตรงหลายชั้นขึ้น บริษัท Shaklee เป็นยักษ์ใหญ่ของวงการวิตามินและอาหารเสริม

ในปี 1959 Rich Devos และ Jay Van Andel ได้ก่อตั้งบริษัทจัดจำหน่ายสินค้าที่หลากหลายโดยใช้รูปแบบ MLM หรือการตลาดขายตรงหลายชั้น ซึ่งต่อมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน MLM ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมาก มียอดขายทั่วโลกกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีตัวแทนจำหน่ายอิสระเป็นล้านคนทั่วโลก ปัจจุบัน Amway ถือเป็นบริษัท MLM ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในโลก

ในปี 1963 Mary Kay Ash ซึ่งเป็นนักขายตรงจากบริษัท Stanley Home Product และบริษัทขายตรงอีกหลายบริษัท ได้ก่อตั้งบริษัท Mary Kay ซึ่งเป็นบริษัทของผู้หญิงบริษัทแรกๆของโลก Mary Kay ขายสินค้าเครื่องสำอาง ซึ่งต่อมาให้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ในปี 1975 Federal Trade Commission ของสหรัฐฯ หรือ FTC ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คุ้มครองผู้บริโภคและคุ้มครองการแข่งขันอย่างเสรี ได้ดำเนินคดีฟ้องร้องต่อศาล กล่าวหาว่า Amway ประกอบธุรกิจแบบปิระมิดที่ผิดกฎหมาย แต่หลังจากต่อสู้กันในศาลนานถึง 4 ปี ในปี 1979 ศาลสหรัฐฯ ก็ได้ตัดสินให้ Amway ชนะคดี โดยศาลได้ตัดสินให้ แผนการจ่ายค่าตอบแทนของ Amway ซึ่งเป็นการตลาดขายตรงหลายชั้นเป็นแผนการจ่ายค่าตอบแทนที่ถูกกฎหมาย ไม่ได้เป็นแบบปิระมิดซึ่งเป็นแบบที่ผิดกฎหมายสหรัฐฯ คดีดังกล่าวถึงเป็นกรณีตัวอย่างที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมขายตรงอย่างมากที่ สุดในประวัติศาสตร์เลยที่เดียว หาก Amway แพ้คดีนี้ ธุรกิจ MLM ในโลกนี้อาจไม่เกิดและเจริญเติบได้อย่างทุกวันนี้ การชนะคดีของ Amway เป็นการนำทางให้บริษัท MLM ติดตามมาอีกเป็นจำนวนมาก และแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆทั่วโลก

ปัจจุบันเป็นยุคที่ MLM ได้รับการยอมรับมากขึ้นมีบริษัทจำนวนมากหันมาใช้การตลาดแบบ MLM ซึ่งเป็นช่องทางการจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพมากสามารถขยายตลาดได้อย่างรวด เร็วและมีรายได้ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ดี ปัจจุบันก็มีบริษัทที่นำวิธีการทางการตลาดแบบ MLM ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ได้มีการแพร่ระบาดของระบบที่เรียกว่า Pyramids หรือปิระมิด หรือการตลาดลักษณะที่เป็นแบบลูกโซ่ มีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะที่หลอกลวงผู้บริโภคโดยการรับสมัครคนเข้ามา สู่ระบบ และเสียเงินเพื่อการสมัคร มากกว่าการขายสินค้า ซึ่งในบางครั้งจะทำให้เป็นระบบที่เรียกว่า การเล่นเงิน Money game ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

แนวโน้ม MLM ในอนาคตจะเป็นระบบที่สามารถกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคอย่าง ยุติธรรม และมีการพัฒนาไปสู่ระบบ MLM ที่สมบูรณ์ คือมีทั้ง ผู้ผลิต ผู้กระจายสินค้า และผู้บริโภคอยู่ในระบบเดียวกัน สามารถสลับหน้าที่กันได้อย่างสมบูรณ์และยุติธรรม ซึ่งจะได้กล่าวอย่างละเอียดในบทต่อๆไป

ที่มาบทความจาก: www.alisio.com

เรื่องแรกต้องควรรู้ก่อนว่าให้อะไร ใช่ไหมครับ จะได้ใช้เป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจ จากการศึกษาถึงระบบ ธุรกิจขายตรง MLM สิ่งได้พบจุดเด่น ของระบบนี้ คือ

1. ความเท่าเทียม หรือ โอกาส ในการสร้างธรุกิจ (สร้างรายได้)
2. การไม่จำกัดรายได้
3. ไม่จำกัดเวลา

ข้อเสีย คนไม่เข้าใจแล้วนำไปคิดเอง โดยไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ และนำไปถ่ายทอดแบบไม่ถูกต้อง

ที่มา: http://www.minery.org/page1.html

ความหมาย MLM

MLM เป็นภาษาย่อมาจากคำว่า Multi Level Marketing (MLM) หลายๆคนคงคุ้นคำว่า MLMมากกว่า เพราะมันเรียกสั้นกว่านั้นเองครับ ซึ่งหมายความได้ว่า การทำตลาดแบบเครือข่ายหลายชั้น มั่วตั้วกันไปหมด ล้อเล่นนะครับ จริงๆแล้ว MLM เป็น แผนการตลาดที่ใช้สำหรับโฆษณาขายสินค้าโดยผ่านบุคคล ซึ่งได้รับผลตอบแทนจากการ ขายหรือสร้างเครือข่าย พูดง่ายๆ ก็คือขายสินค้าด้วย แล้วก็หาคนมาช่วยขายด้วยไปพร้อมๆกันจนเกิด Team ขึ้นมา แล้วก็ช่วยกันขยายเครือข่ายกันต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็ได้เงินใช้ครับ โดยที่บริษัทผู้เป็นเจ้าของสินค้าเปนผู้กำหนดการจ่ายเงินใหแก่ผู้เป็นสมาชิก ซึ่งรายได้ก็เป็นที่หวานหมูสำหรับหลายๆคนถ้าทำได้การทำตลาดระบบ MLM นั้น ช่วยให้บริษัทขยายตัวอย่างรวดเร็วผ่านทางเครือข่ายหรือการบอกต่อของสมาชิก หรือผู้ใช้ ซึ่งผู้ใช้หรือสมาชิกก็ได้รายได้ตามไปด้วยจากการขายสินค้าหรือสร้างเครือ ข่ายเป็น Team งานขึ้นมาโดยหน้าที่ของสมาชิกคือหาคนมาสมัครเพื่อใหได้เครือข่ายและ รายได้นันเองครับ ยิ่งเราหาได้มากเท่าไร รายได้เราก็ยิ่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ. Team สามารถแบ่งออกได้หลายชั้้นตามความพอใจ หัวหน้าทีม ( Upline ) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลและวางแผนให้กับสมาชิกหรือลูกทีม ฝึกสอน อบรม ให้ลูกทีม (Downline) สร้างทีมของลูกทีมต่อไปเป็นทอดๆ Upline นั้นๆ ก็จะได้รายได้เพิ่มขึนอย่างมหาศาลนั้นเองครับ

ที่มา:http://mlmthai.blog.mthai.com/2009/03/27/public-3
ภาพจาก:www.mitchellferver.makewebeasy.com/